หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประวัติของการศึกษา


   การศึกษา เริ่มมีขึ้นนานมาแล้วก่อนที่จะมีโรงเรียนในยุคโบราณผู้คนสอนเด็กๆของพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้เพื่อการมีชีวิตรอด โรงเรียนแห่งแรกที่สุดที่เรารู้ถูกพบในเมโสโปเตเมียและอียิปต์ ประมาณ 2000 ถึง 1000 ปี ก่อนคริสตกาล  ระบบของการเขียนที่สอนในโรงเรียนเหล่านี้ยากมาก  และคนส่วนใหญ่ไม่เคยเรียนการเขียนเลย จะมีก็เฉพาะคนที่เป็นเสมียน ซึ่งจะได้รับความเคารพอย่างสูง สำหรับผู้ที่มีความเชียวชาญในการเขียนจดหมายและทำบัญชีให้คนอื่นนั้นจะได้รับค่าจ้างอย่างงาม 
   ในอียิปต์ มีการจัดการศึกษาระดับสูงสำหรับชายหนุ่มบางคน ผู้ซึ่งต้องการเป็นนักบวช   เจ้าหน้าที่การปกครอง  สถาปนิก หรือแพทย์  ผลงานอันน่าทึ่งของวิศวกรอียิปต์โบราณยังคงมีให้เห็นในปัจจุบัน
   คนในยุคโบราณอื่น  เช่น พวกฮิบรูมีประเพณีที่เกี่ยวกับการศึกษามาช้านาน พวกเขาก่อตั้งโรงเรียนอย่างเป็นทางการขึ้นสำหรับเด็กๆ ไม่ว่ารวยหรือจน ก็จะได้รับการสอนภาษา ศาสนาและประวัติศาสตร์ของชาวยิว  นี่อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่การศึกษาอย่างเป็นทางการได้ถูกจัดให้เหมือนๆกันสำหรับคนรวยและคนจน  เช่นเดียวกับโรงเรียนในยุคแรกอื่นๆ แม้กระนั้นเด็กผู้หญิงก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าโรงเรียน
   ในประเทศจีน  การศึกษามีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากยุคขงจื้อ(Confucius) ในปี 1900 เกือบทุกหมู่บ้านและเมืองมีโรงเรียนประถมศึกษา ครอบครัวที่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนจะส่งเด็กผู้ชายของพวกเขาไปเรียนการอ่านและการเขียน เด็กผู้ชายต้องท่องจำข้อเขียนยาวๆของนักปรัชญาจีนอีกด้วย
   ที่นั่นมีโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เปิดสอนต่อเนื่องจากระดับประถมศึกษานักเรียนที่มีความสามารถและมีจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเด็กที่มีฐานะร่ำรวย  การศึกษาของพวกเขาขึ้นอยู่กับพวกเขาเอง  ถ้าพวกเขาเรียนรู้ได้มาก พวกเขาก็จะสามารถผ่านการสอบซึ่งจัดโดยรัฐบาลของจักรพรรดิ  เด็กหนุ่มที่สอบผ่านก็จะกลายเป็นข้าราชการระดับสูง   ทุกคนจะได้รับอนุญาตให้เข้าสอบแม้ว่าจะมาจากครอบครัวที่ยากจนก็ตาม หากมีความสามารถพอก็จะสอบผ่าน
    ในประเทศอินเดียโบราณ  มีเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถปรับปรุงความเป็นอยู่ของเขาให้ดีขึ้นโดยผ่านการศึกษา ประชาชนชาวอินเดียได้ถูกแบ่งเป็นชนชั้นหรือวรรณะต่างๆมาตั้งแต่แรก  ส่วนยอดคือวรรณะพราหมณ์ และวรรณะต่ำสุดคือวรรณะศูทร (หรือพวกที่ถูกห้ามสัมผัส หรือห้ามแตะต้อง) เป็นพวกที่ไม่มีสิทธิใดๆ    วรรณะอื่นๆประกอบด้วย   ทหาร  พ่อค้า   และชาวไร่ชาวนา  ลูกชายของพ่อค้าสามารถสืบทอดการค้าของผู้เป็นพ่อ  พวกเขาไม่สามารถยกฐานะตนเองเป็นทหารหรือพราหมณ์ และพวกเขาสามารถเรียนรู้สิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับการประกอบธุรกิจเท่านั้น แต่ไม่สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งอื่นได้  มีเพียงวรรณะพราหมณ์เท่านั้นที่ได้รับการศึกษาอย่างสมบูรณ์  วรรณะพราหมณ์เรียนในโรงเรียนเป็นเวลา 12 ปีเรียกว่า ปารีชาด (Parishad)” ที่นั่นพวกเขาเรียนเกี่ยวกับศาสนาฮินดู บทกวี ปรัชญา ดาราศาสตร์ และการแพทย์
    การศึกษาในยุคกรีซโบราณ ประชาชนในโลกตะวันตกทุกวันนี้ต่างเป็นหนี้บุญคุณต่อแนวคิดของ กรีซโบราณ   เอเธนส์เป็นทั้งเมืองและรัฐที่ยิ่งใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมตะวันตก  ในขณะที่ชาวจีน  ฮินดู และชาวฮิบรู  ทั้งหมดถือว่าการศึกษาเป็นเสมือนวิถีแห่งการดำรงไว้ซึ่งประเพณีที่สืบทอดกันมา  ชาวเอเธนส์โบราณกลับแสวงหาความรู้ใหม่ๆ
    เอเธนส์มีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยเป็นรัฐบาลแรก แม้ว่าผู้ชายที่เป็นไทเท่านั้นที่มีสิทธิมีเสียง ทาสและผู้หญิงจะถูกกีดกัน แต่พวกเขาก็เป็นประชาชาติแรกที่มีรัฐบาลของพวกเขาเองและมีเสรีภาพในการคิด ในเอเธนส์นั้นอุดมคติทางการศึกษาก็เพื่อเตรียมเด็กสำหรับเสรีภาพนี้  พวกเขาเชื่อว่าชายหนุ่มทุกคนควรจะเป็นผู้มีความรอบรู้ และควรจะพยามทำทุกสิ่งอย่างดีที่สุด  ในโรงเรียนประถมเด็กผู้ชายเรียนการอ่าน เขียน  และร้องเพลง  พวกเขาออกกำลังกายและเรียนชกมวย  มวยปล้ำ  กระโดดไกล  กระโดดสูง  และขว้างจักรเช่นเดียวกับชนรุ่นก่อน  พวกเขาเรียนรู้โดยที่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่อยู่รอบๆตัวพวกเขา
    เอเธนส์มีครูคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกนั่นคือ โสกราตีส  (470-399 ก่อนคริสตกาล)โสกราตีสไม่ได้สอนโดยการบรรยายให้กับนักเรียนของเขาฟังอย่างที่ครูคนอื่นๆทำ แต่กลับตั้งคำถามที่ทำให้พวกเขาต้องคิด   เช่น  รัฐบาลที่ดีเป็นอย่างไร?  อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิด?  อะไรคือความแตกต่างระหว่างความสวยงามและความน่าเกลียด? 
เมื่อนักเรียนคนหนึ่งตอบคำถามดังกล่าว โสกราตีสก็จะถามคำถามต่อไปอีก  เทคนิคดังกล่าวเป็นที่รู้จักต่อมาว่าวิธีของโสกราตีส การทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องนักเรียนก็จะเห็นว่า ข้อเท็จจริงของเขาผิด หรือข้อพิสูจน์ของเขายังไม่ชัดเจน การสนทนาแบบพิเศษนี้คือสิ่งที่เรายังคงเรียกว่า การสนทนาแบบโสกราตีส ลูกศิษย์ของโสกราตีสคนหนึ่งผู้ซึ่งได้เจริญรอยตามเขา ชื่อพลาโต ได้เขียนบันทึกบทสนทนาดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
     การศึกษาในเอเธนส์มีการเปลี่ยนแปลงบ้างในช่วง 300 ปีก่อนคริสตกาล  เมื่อสาวกของพลาโต (427-347 ก่อนคริสตกาล)  และอริสโตเติล (384-322 ก่อนคริสตกาล) ได้ก่อตั้งโรงเรียนในระบบ  เป็นสถานที่เด็กหนุ่มเรียนปรัชญา คณิตศาสตร์ ดนตรี  ภาษา และวรรณคดี  สิ่งเหล่านี้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในการให้การศึกษาแก่นักเรียนต่อไปอีก 100 ปี แม้ว่าภายหลังเอเธนส์ได้ถูกยึดครองแล้วก็ตาม 
    โรงเรียนประเภทอื่น ที่เรียกว่า โรงเรียนสอนศิลปะการพูด ก็ได้กลายเป็นที่นิยมในเอเธนส์ จุดประสงค์หลักของโรงเรียนดังกล่าวคือสอนการพูดในที่สาธารณะ นักเรียนส่วนใหญ่ยังได้เรียนปรัชญาและวรรณกรรมด้วย
    โรงเรียนของโรมันโบราณ ชาวโรมันพิชิตชาวกรีซในสนามรบเท่านั้นแต่ในห้องเรียนชาวกรีซกลับเป็นผู้พิชิตชาวโรมัน ก่อนที่โรมันจะมีอำนาจและอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาล พ่อชาวโรมันสอนลูกของเขาในสิ่งที่เขารู้ สิ่งนี้อาจจะประกอบด้วยบางส่วนที่เกี่ยวกับการอ่าน การเขียน และการค้าขาย รูปแบบง่ายๆของการศึกษาได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ประชาชนชาวโรมันเริ่มมีทาสชาวกรีซ  ทาสชาวกรีซจำนวนมากมีความรู้ที่ก้าวหน้าดีกว่าผู้ยึดครองชาวโรมัน   พวกเขาเริ่มสอนเด็กๆของเจ้านาย  ทาสที่เป็นครูบางคนได้ปลูกฝั่งแนวคิดเกี่ยวกับอิสรภาพของพวกเขา  และพวกเขาได้ก่อตั้งโรงเรียนขึ้นที่ไหนก็ตามที่มีกลุ่มเด็กผู้ชายให้สอน
ในลูดัซ โรงเรียนประถมศึกษาของชาวโรมัน  เด็กผู้ชายและบางครั้งเด็กผู้หญิงเรียนอ่าน เขียน และวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนมัธยมศึกษาสำหรับเด็กผู้ชายเท่านั้น ครูถูกเรียกว่า “Grammaticus”และโรงเรียนนั้นเป็นที่รู้จักในนาม “Grammar Schools หรือ โรงเรียนสอนภาษาโบราณนักเรียนเรียนภาษากรีซเช่นเดียวกับเรียนไวยากรณ์ภาษาลาตินและวรรณกรรม
    ชาวโรมันก็มีโรงเรียนสอนศิลปะการพูด ซึ่งลอกเลียนแบบมาจากชาวกรีซ “rhetor” หรือครูได้พยายามฝึกนักเรียนของพวกเขาให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการโต้วาที  การใช้เหตุผล กฎหมาย และการพูดในที่สาธารณะ เจตนาดั้งเดิมของโรงเรียนดังกล่าวก็คือการเตรียมเด็กหนุ่มสำหรับเป็นผู้นำทางการเมือง แต่หลังจากที่โรมันได้เปลี่ยนจาก สาธารณรัฐ เป็น จักรวรรดินิยมแล้ว การฝึกอบรมเพื่อเป็นผู้นำทางการเมืองเกือบจะใช้การไม่ได้  โรงเรียนสอนศิลปะการพูดในยุคหลังจากเป็นจักรวรรดินิยม สอนเด็กหนุ่มให้พูดและเขียนอย่างสละสลวย แต่สอนอย่างอื่นเล็กน้อย
เยาวชนชาวโรมันจำนวนมากไปยังประเทศกรีซเพื่อเรียนในระดับอุดมศึกษา แม้ว่าในการสงครามนั้นโรมันจะพิชิตกรีซ แต่การศึกษาของกรีซกลับเจริญเติบโต   ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในยุคโบราณอยู่ที่อเล็กซานเดรีย  เมืองที่กรีซปกครองอยู่ในที่อียิปต์  ในเอเธนส์และโรเดซมีการเรียนวิชาครูปรัชญา สถาปัตยกรรม แพทย์ศาสตร์ และวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ
    โรงเรียนในยุคกลาง   ยุโรปและดินแดนที่อยู่รอบๆทะเลเมดิเตอเรเนี่ยนทั้งหมด  ล้วนเป็นหน่วยหนึ่งภายใต้การปกครองของโรม  ถนนทุกสายล้วนเชื่อมต่อไปยังจักรวรรดินิยมโรมัน ที่นั่นมีภาษาราชการภาษาเดียวคือภาษาลาติน และมีกฎหมายเดียว ประชากรส่วนใหญ่สามารถอ่านและเขียนได้
    เมื่อจักรวรรดินิยมโรมันล่มสลายลง ความเป็นเอกภาพนี้ก็ถูกทำลาย โรงเรียนจำนวนมากปิดตัวลง ในช่วงเริ่มต้นของยุคกลางมีคนเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการศึกษาในระบบ แม้กระทั่งกษัตริย์ก็เป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือ (อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้)
ผู้นำทางศาสนาก็เริ่มหนีห่างจากโรงเรียน พวกยิวซึ่งตั้งรกรากอยู่ในอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และแอฟริกาเหนือได้เริ่มเปิดโรงเรียนเพื่อสอนเขียนอ่านภาษาฮิบรูแก่เด็กๆของพวกเขา  และเพื่อให้เข้าใจคัมภีร์ทัลมูด(Talmud) ซึ่งเป็นคัมภีร์ว่าด้วยกฎหมายของยิว โบสถ์ของคริสเตียนก่อตั้งโรงเรียนในโบสถ์และวัดทั่วทวีปยุโรป.
    ที่โรงเรียนโบสถ์ในยุโรปตะวันออก นักเรียนเรียนภาษากรีซ ส่วนยุโรปตะวันตกพวกเขาเรียนภาษาลาติน โดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะพูดภาษาอะไร  ด้วยเหตุนี้ประชาชนที่ได้รับการศึกษาสามารถเข้าใจซึ่งกันและกัน  นักวิชาการคนหนึ่งที่อยู่ในอิตาลีและอีกคนหนึ่งที่อยู่ในไอร์แลนด์สามารถเขียนหรือพูดกับอีกคนหนึ่งโดยใช้ภาษาลาติน
หนังสือเป็นสิ่งที่มีค่าและหายากมากเพราะมันถูกทำสำเนาด้วยมือเมื่อพวกบาบาเรี่ยน(Barbarians) โจมตีเมือง ผู้ที่เรียนจะหยิบหนังสือของพวกเขาหลบหนีไปยังส่วนอื่นของยุโรป ในปี 400 มีผู้หลบหนีเข้าไปในฝรั่งเศสและอังกฤษจำนวนมาก   ต่อมาเมื่ออังกฤษปลอดภัยแล้วนักวิชาการจำนวนมากได้ไปรวมตัวอยู่ที่โรงเรียนโบสถ์ในเมืองยอร์กทางตอนเหนือของอังกฤษ เมื่อกษัตริย์ชาร์เลอเมนจ์น (Charlemagne) (742-814) ได้นำความสงบมาสู่ฝรั่งเศสในปี 700 พระองค์ได้ส่งคนไปยังเมืองยอร์กเพื่อเป็นครู
   กษัตริย์ชาร์เลอเมนจ์น (Charlemagne) สนใจการศึกษามากได้ทรงก่อตั้งโรงเรียนขึ้นในพระราชวังของพระองค์ และได้ให้การสนับสนุนโบสถ์และวัดทั้งหมดในราชอาณาจักรของพระองค์ในการก่อตั้งโรงเรียน ที่นั่นได้เปิดโอกาสให้กับทุกคนได้เรียนแม้แต่ลูกชายของทาสที่ทำงานอยู่ในไร่ ในบางส่วนของราชอาณาจักรที่นั่นมีโรงเรียนในทุกตำบล แต่เด็กๆจำนวนมากไม่ไปโรงเรียน เพราะพวกเขาต้องไปทำงาน หลังจากที่กษัตริย์ชาร์เลอเมนจ์น (Charlemagne) สิ้นพระชนม์โรงเรียนของพระองค์จำนวนมากก็ปิดตัวลงด้วย
    เด็กที่ไปโรงเรียนในยุคกลางจะเรียนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นหากไม่นับการอ่าน การเขียน  และการสอนศาสนา  และหากเขาเรียนต่อเนื่องไปจนจบระดับประถมศึกษาตามธรรมเนียมโดยทั่วไปเขาก็จะได้เป็นบาทหลวงหรือนักบวชผู้ซึ่งคัดลอกคัมภีร์จากห้องสมุดของโบสถ์  นักเรียนที่ดีคือผู้ที่สามารถจดจำคัมภีร์ และคัดลอกคัมภีร์แต่ละหน้าโดยไม่ผิดพลาด
    อิทธิพลของอิสลาม  ขณะที่โบสถ์ทางตอนเหนือของยุโรปกำลังปกป้องแนวการสอนของคริสเตียนและการเรียนในอดีต  ศาสดาคนใหม่ มุหัมมัด (570-632) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในตะวันออกกลาง เขาเริ่มเผยแผ่ศาสนาประมาณปี ค.ศ. 620 เรียกว่า อิสลาม ซึ่งเน้นที่การศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว (อัลลอฮฺ) ต่อมาอิสลามได้แผ่อิทธิพลในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
   ก่อนปี ค.ศ. 800 สาวกของศาสดามุหัมมัด ซึ่งเรียกว่า มุสลิมได้รุกเข้าไปในสเปน ท่ามกลางพวกเขามีชายผู้ซึ่งเดินทางและเรียนรู้จากที่ต่างๆ พวกเขานำความรู้จำนวนมากจากตะวันออกกลางมาพร้อมกับพวกเขาด้วย พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ของอินเดีย พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และปรัชญาของกรีซ บาทหลวงทางภาคเหนือของยุโรปได้ปกป้องคัมภีร์ของศาสนาคริสต์โดยการคัดลอกคัมภีร์ด้วยความเห็นชอบของคริสตจักร แต่มุสลิมกลับมีความรู้ที่สูญหายไปของยุโรป
สถานที่ปฏิบัติศาสนกิจของมุสลิมแต่ละแห่ง(มัสยิด) มีโรงเรียนซึ่งเด็กผู้ชายสามารถเรียนการอ่านและเขียน  โรงเรียนดังกล่าวไม่เก็บค่าเล่าเรียน ซึ่งเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ให้ความสนใจ  สำหรับเด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวยจะนิยมไปเรียนในโรงเรียนประจำ
    มุสลิมให้ความสนใจในวิชาวิทยาศาสตร์และแพทย์ศาสตร์มากเป็นพิเศษ  พวกเขาสอนงานของนักวิทยาศาสตร์กรีซ  หลังจากนั้นพวกเขาจะสนใจในการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำให้ชีวิตของพวกเขามั่งคั่งและมีความสะดวกสบายมากขึ้น   พวกเขาผลิตกระดาษและเหล็ก พวกเขาสอนชาวสเปนเกี่ยวกับวิธีการเพาะปลูก  และใช้พืชผลชนิดใหม่ได้แก่  ข้าว น้ำตาล และฝ้าย  พวกเขาสร้างหอดูดาวเพื่อใช้ในการศึกษาดวงดาว  แพทย์และศัลแพทย์มุสลิมมีความเป็นวิทยาศาสตร์มาก และมีความชำนาญและเชี่ยวชาญมากที่สุดในโลก
เป็นความจริงที่ว่ามหาวิทยาลัยแห่งแรกของยุโรปตะวันตกอยู่ในสเปน ที่เมืองคอร์โดบา (Cordoba) เซวิลเล่ (Seville) โทเลโด (Toledo) และเมืองสาลามานคา (Salamanca) บางแห่งมีห้องสมุดที่มีหนังสือจำนวนมากถึงหนึ่งแสนเล่ม พวกเขายินดีต้อนรับ ผู้เชี่ยวชาญและหนังสือของพวกเขาจากทุกศาสนาและทุกประเทศ เพราะอิสรภาพดังกล่าวนี่เองที่ทำให้ความรู้ในสเปนเจริญงอกงามขณะที่ในยุโรปหดตัวเงียบอยู่
    มหาวิทยาลัยในปลายยุคกลาง  อย่างช้าๆประชาชนทางตอนเหนือของยุโรปเริ่มตระหนักถึงปริมาณความรู้ของพวกเขาที่หายไปและเริ่มออกท่องเที่ยวแสวงหามากขึ้น  มีผู้จาริกแสวงบุญไปยังเยรูซาเล็มและบริเวณรอบๆมากขึ้น อันเป็นที่รู้จักว่าเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ  นักท่องเที่ยวดังกล่าวได้ค้นพบงานเขียนของสมัยกรีซโบราณซึ่งชาวยุโรปได้หลงลืมไป  พวกเขาพบงานเขียนภาษาอาหรับที่เขียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ซึ่งพบว่ามันก้าวหน้ามากกว่าที่พวกเขาครอบครองอยู่ บ้างก็ไปดูโรงเรียนที่บัฆดาด อเล็กซานเดรีย และคอร์โดบา  อย่างที่เมืองของชาวยุโรปตะวันตกเจริญเติบโตกว้างใหญ่และมั่งคั่งขึ้น  ประชาชนเริ่มมีความต้องการห้องสมุดและโรงเรียนอย่างที่พวกเขาได้พบเห็นจากการเดินทาง 
ในบางเมืองอย่างเช่นปารีสโรงเรียนโบสถ์ได้เติบโตจนกลายเป็นมหาวิทยาลัยในเมืองอื่นๆศาสตราจารย์และนักเรียนเริ่มสร้างมหาวิทยาลัยโดยปราศจากความช่วยเหลือของโบสถ์  ศาสตราจารย์ได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นเรียกว่าคณะกรรมการบริหาร(Collegiums)นักศึกษาก็ได้ก่อตั้งกลุ่มในลักษณะอื่นเรียกว่าสมาคม (Guild)” คณะกรรมการบริหาร และสมาคมนักเรียนได้ร่วมกันกำหนดกฎต่างๆสำหรับมหาวิทยาลัย           
    นักศึกษาเรียนด้วยการอภิปรายถกเถียงซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับการโต้วาที ครูจะอ่านข้อเขียนที่ยากจากหนังสือ นักเรียนก็จะตีความและทำการอภิปรายเพื่อพิสูจน์สิ่งที่เขาคิด หลังจากนั้นครูและนักเรียนคนอื่นๆก็จะพยายามวิจารณ์โต้แย้งการอภิปรายนั้น บางสิ่งที่คล้ายกันนี้ยังคงได้รับการบรรจุในมหาวิทยาลัยสมัยใหม่เมื่อนักศึกษาเขียนวิทยานิพนธ์และอธิบายสนับสนุนวิทยานิพนธ์นั้น
    สื่อการศึกษาในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นข้อเขียนของกรีซซึ่งค้นพบโดยนักเดินทาง  งานเขียนของอริสโตเติลนับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นักวิชาการนำเอาคำอธิบายของเขาเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพของโลกแล้วผนวกมันเข้ากับความเชื่อทางศาสนาคริสต์เกี่ยวกับการสร้างโลก
    ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ  ถัดจากช่วงเวลาดังกล่าวในประวัติศาสตร์ เรียกว่า สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ คือช่วงเวลาที่ให้ความสนใจในการฟื้นฟูการเรียนการสอนและศิลปะตามแนวคิดของกรีซและโรมันโบราณ และมันยังเป็นเครื่องหมายแห่งการเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์อย่างที่เรารู้กัน ในเวลาดังกล่าวประชาชนมีการค้นพบสิ่งใหม่ๆจำนวนมาก พวกเขาเริ่มสังเกตและเรียนเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพของโลก มีการสร้างสรรค์เครื่องมืออย่างกล้องส่องทางไกลและเครื่องวัดอุณหภูมิขึ้น
ในช่วงเริ่มต้นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ หนังสือส่วนใหญ่ยังคงเขียนเป็นภาษาลาติน ซึ่งเป็นภาษาของนักวิชาการ อย่างไรก็ตามประชาชนธรรมดาไม่นิยมพูดภาษาลาตินและไม่นิยมอ่านภาษาลาตินด้วย  ได้มีการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ในช่วงประมาณกลางปี 1400  อย่างไรก็ตามหนังสือได้กลายเป็นสิ่งที่ผลิตได้ง่ายขึ้น  และนักเขียนได้เริ่มเขียนหนังสือในภาษาของตน ผลก็คือประชาชนจำนวนมากสนใจเรียนการอ่าน ทำให้ความรู้และความคิดแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
   ระหว่างสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ โรงเรียนประถมศึกษาได้เริ่มปรากฏขึ้นในยุโรปนิกายโปรเตสแตนท์มีโรงเรียนในทุกเขตปกครองและในประเทศโรมัน นิกายโรมันคาทอลิกก็ได้สร้างโรงเรียนจำนวนมากขึ้นเช่นเดียวกัน  ในปี 1559  รัฐเยอรมันแห่งเวอร์เท็มเบอรก์ได้จัดตั้งระบบโรงเรียนขึ้นครั้งแรกโดยสร้างโรงเรียนประถมศึกษาขึ้นในทุกหมู่บ้าน  รัฐอื่นนอกจากเยอรมัน เช่น เนเธอร์แลนด์ และในสกอตแลนด์รัฐบาลได้ก่อตั้งโรงเรียนประถมศึกษาขึ้นเช่นเดียวกัน  ในหมู่บ้านบางแห่งของอังกฤษ พวกผู้หญิงสอนการอ่านและการเขียนให้แก่เด็กๆในบ้านของพวกเธอโดยเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อย มันถูกเรียกว่า โรงเรียนคุณนาย ในอังกฤษโรงเรียนขนาดใหญ่สร้างโดยเงินบริจาคของขุนนางที่ร่ำรวย 
   มีเด็กบางคนเท่านั้นที่เรียนต่อหลังจากเรียนประถมศึกษา ซึ่งโดยทั่วไปเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย  การศึกษาของพวกเขาเหมือนกันมากกับเด็กๆที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีในยุคสมัยของจักรวรรดิโรมัน พวกเขาเรียนภาษาลาตินและภาษากรีซ  หลังจากเรียนไวยากรณ์ได้แล้ว พวกเขาจะเรียนวิธีเขียนและพูดที่สละสลวย  ทักษะดังกล่าวเป็นเครื่องหมายของชนชั้นสูง
   ครูที่โรงเรียนดังกล่าวจะเข้มงวดกวดขัน ส่วนใหญ่ไม่สนใจว่านักเรียนจะเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาสอนหรือไม่ พวกเขาเพียงแต่ต้องการให้นักเรียนท่องจำหนังสือและเงียบ นักการศึกษาที่ฉลาดรู้ดีว่าการศึกษาแบบนี้โหดร้ายและทำให้นักเรียนไม่ชอบเรียน ที่นี่และที่นั่นครูบางคนได้พยายามที่จะทำให้โรงเรียนมีความน่าสนใจและน่าเรียนมากขึ้น  ครูชาวเชคคนหนึ่งชื่อจอห์น อมอส คอเมอนีอุส  (John Amos Comenius) (1592-1670) ได้เขียนหนังสือสำหรับเด็กๆและแทรกรูปภาพลงไปในหนังสือ ซึ่งช่วยกระตุ้นความคิดใหม่ๆ
   โรงเรียนยุคแรกในอเมริกา  ในแมสซาชูเสทส์  กฎหมายอุปถัมภ์(law adopted)ปี 1647 กำหนดเอาไว้ว่าทุกเมืองที่มีประชากรไม่น้อยกว่า 50 ครอบครัว  ต้องมีครูประถมศึกษา 1 คน และทุกเมืองที่มีประชากร 100 ครอบครัวหรือมากกว่า ต้องมีโรงเรียนไวยากรณ์ภาษาลาติน(Latin grammar school ) นี่คือเครื่องหมายของการศึกษาสาธารณะของชาวอเมริกัน  อาณานิคมใหม่อื่นๆของของอังกฤษก็ได้ผ่านกฎหมายเช่นเดียวกันนี้  ชาวอังกฤษใหม่ผู้ซึ่งได้ไปตั้งรกรากในตะวันตกได้นำเอาแนวคิดนี้ไปกับพวกเขาด้วย โรงเรียนประถมศึกษาในอาณานิคมใหม่ของอังกฤษก็เป็นโรงเรียนสาธารณะ สร้างโดยเมือง บางส่วนของภาษีถูกใช้ไปในการดำเนินการโรงเรียนดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ที่มีความสามารถจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับพวกเขา  ซึ่งพิวริตัน (Puritan) เชื่อว่าหากพิจารณาว่าเงินเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาสำหรับลูกๆแล้วก็ควรให้ความสำคัญกับโรงเรียนเหล่านี้ด้วย
   ในอาณานิคมอื่นๆ อย่างนิวยอร์กและเพนซิลวาเนีย โบสถ์อื่นๆ (นิกายโรมันคาทอลิก  แบปติสทส์และอื่นๆ) ต้องการให้ความเชื่อทางศาสนาของพวกเขาได้รับการสอนในโรงเรียน  นับตั้งแต่นั้นมามันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะก่อตั้งโรงเรียนระบบสาธารณะขึ้นมาจากการรวบรวมเงินภาษีอากรของทุกคน โบสถ์ของแต่ละนิกายก็ดำเนินการโรงเรียนของตนเป็นเอกเทศ
   อาณานิคมทางตอนใต้ บางครั้งรัฐบาลก็ได้เปิดดำเนินการโรงเรียนสำหรับเด็กยากจนที่พ่อแม่ไม่มีความสามารถส่งเข้าเรียนในโรงเรียนโบสถ์ได้อาณานิคมที่มั่งคั่งบางแห่งสนับสนุนเงิน ในการสร้างโรงเรียนโดยเฉพาะสำหรับเด็กกำพร้า ในโรงเรียนประถมศึกษาดังกล่าวเด็กๆเรียนการอ่าน เขียน และคณิตศาสตร์ พวกเขาเรียนเกี่ยวกับตัวอักษรจากสมุดเขาสัตว์ ประกอบด้วยไม้กระดานบางๆที่มีกระดาษถูกรัดแน่นและมีตัวอักษรบนกระดาษและบทขอพรจำนวน สองหรือสามบท บนกระดาษมีแผ่นกระดาษบางๆคล้ายพลาสติกปิดอยู่
   หนังสือเล่มแรกของเด็กๆเรียกว่า แบบเรียนเบื้องต้นสำหรับเด็ก “The New England Primerเป็นแบบเรียนเบื้องต้นสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียงมากที่สุด   มีรูปภาพประกอบพยัญชนะแต่ละตัว และมีบทกวีสั้นๆสำหรับท่องจำ รวมถึงบทขอพรต่อพระเจ้าและข้อความอธิบายเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาในรูปแบบคำถามคำตอบ เมื่อพวกเขาเรียนแบบเรียนเบื้องต้นจบ พวกเด็กๆก็จะเริ่มอ่านคัมภีร์ไบเบิล
   หลังจากเรียนประถมศึกษาเป็นเวลา 3 ปีเด็กส่วนใหญ่ถือว่าจบการศึกษาในระบบ  พวกเขาคาดหวังที่จะไปช่วยพ่อแม่ของพวกเขาในร้านหรือในไร่  เด็กผู้ชายจะฝึกงานเป็นคนขายของโดยอยู่ในบ้านของเขาเองและเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจของเขา
    เด็กผู้ชายบางคนไปเรียนที่โรงเรียนสอนภาษาโบราณ (โรงเรียนไวยากรณ์ภาษาลาติน) และได้กลายเป็นพระ แพทย์ และนักกฎหมาย  โรงเรียนเหล่านี้คล้ายกับโรงเรียนในยุโรปมาก  เด็กๆเรียนวิธีการอ่าน เขียน และพูดภาษาลาติน และกวีนิพนธ์ของกรีซ  และแทบจะไม่ได้สอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษอย่างที่นักเรียนปัจจุบันเรียน
     The Enlightenment ความเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาครั้งยิ่งใหญ่เริ่มขึ้นในระหว่างปี 1700 เป็นช่วงเวลาที่รู้จักกันในชื่อ Enlightenment นักเขียนชาวฝรั่งเศสในสมัยนั้นชื่อ Jean Jacques Rousseau (1712-78) ได้พิมพ์หนังสือนวนิยายชื่อ Emil ซึ่งได้บรรยายเกี่ยวกับแนวคิดในการพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ รุสโซกล่าวว่าเด็กๆไม่ควรถูกบังคับให้เรียนแต่ควรชี้นำอย่างอ่อนโยนสู่การเรียนด้วยการปฏิบัติและพัฒนาความสามารถตามธรรมชาติของพวกเขา
      นักอ่านงานของรุสโซคนหนึ่ง คือหนุ่มชาวสวิสชื่อโจฮันน์ เฮียนริช เปสตาลอสซี่ (Johann Heinrich Pestalozzi) (1746-1827) เปสตาลอสซี่ต้องการช่วยเหลือคนยากจนและเขาเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นและเด็กที่มีความสามารถน้อยที่สุดควรจะได้เรียนและเพื่อความเจริญงอกงามของสติปัญญา  เขานำเด็กเร่ร่อนมากลุ่มหนึ่งที่ไร่ของเขาและเริ่มสอนพวกเขาตามแนวคิดที่เขาเห็นด้วยกับรุสโซ เขามีโรงเรียนหลายโรงแต่ก็ประสพความล้มเหลวเนื่องจากไม่มีเงินสนับสนุน อย่างไรก็ตาม วิธีการสอนของเขากลายเป็นที่รู้จัก เขาให้กล่องที่มีตัวอักษรแก่เด็กที่เล็กที่สุด   แล้ววางต่อเป็นคำ เด็กๆเริ่มเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ด้วยการสร้างแบบจำลองแม่น้ำ หุบเขาใกล้โรงเรียน  และเรียนประวัติศาสตร์โดยการแต่งตัวตามบุคลิกอันเป็นที่รู้จักและการแสดงออกตามสถานการณ์ต่างๆในอดีต เปสตาลอสซี่จัดการเรียนได้อย่างน่าสนใจ เพราะเด็กๆเหล่านั้นมีความก้าวหน้าอย่างน่าประหลาดใจสำหรับผู้ที่ได้พบเห็นพวกเขา
     โรงเรียนแบบใหม่  แม้ว่าโรงเรียนสอนภาษาลาตินที่เคร่งขรึมจะยังคงดำเนินต่อไประยะหนึ่งในยุโรปและอาณานิคมอเมริกา โรงเรียนแบบใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น  ในประเทศอังกฤษกลุ่มศาสนาที่แยกตัวออกจาก Church of England ได้ก่อตั้งโรงเรียนที่ซึ่งภาษาลาตินเป็นเพียงวิชาหนึ่งในหลายวิชา ในโรงเรียนดังกล่าวนักเรียนเรียนภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาสมัยใหม่ อย่างเช่น ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอิตาเลี่ยน พวกเขายังเรียนวิชาปฏิบัติด้วย เช่น การสำรวจ และการจดชวเลข ในเยอรมันโรงเรียนแบบใหม่ถูกเรียนว่า โรงเรียน Real gymnasium มันได้นำเสนอวิชาที่สอดคล้องกับชีวิตจริง และให้ความสำคัญกับวิชาวิทยาศาสตร์
    ระหว่างปี 1750 เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) (1706-90) ได้เริ่มก่อตั้งโรงเรียนในอาณานิคมอเมริกา เรียกว่า สถาบันการศึกษา (The Academy) ที่นั่น ภาษาอังกฤษได้แทนที่ภาษาลาติน เขาคิดว่านักเรียนควรจะสามารถอ่านและพูดภาษาของพวกเขาเองได้อย่างสมบูรณ์ และเขาคิดว่าพวกเขาควรจะได้เรียนภาษาสมัยใหม่อื่นๆด้วย สถาบันการศึกษา (The Academy) สอนประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ  กลศาสตร์และการวาดภาพ  นักเรียนควรได้เรียนเกี่ยวกับประเทศอื่นๆ สถาบันการศึกษา (The Academy) ดังกล่าว คือจุดเริ่มต้นของโรงเรียนมัธยมศึกษาสมัยใหม่ของอเมริกา  แม้ว่ามันจะเป็น 175 ปีก่อนที่ชาวอเมริกันทุกคนจะได้รับการศึกษาเช่นนั้น
    ผู้นำคนแรกๆของสหรัฐอเมริกาที่มีความต้องการจะปฏิรูปการศึกษา คือโธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) (1743-1826) ซึ่งกล่าวว่า ในประเทศนี้ ที่ใดก็ตามที่มีผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ทุกคนที่นั้นควรจะได้รับการศึกษา เจฟเฟอร์สันเสนอแนะเกี่ยวกับระบบการศึกษาสาธารณะ ว่าควรจะแยกและเป็นอิสะจากโบสถ์ทั้งหมด และนำเงินภาษีมาสนับสนุนการดำเนินกิจการโรงเรียนดังกล่าว แต่ปรากฏว่ารัฐของเขาเองคือเวอร์จีเนีย กลับปฏิเสธที่จะดำเนินการตามแผนของเขา
    ในปี 1800  ประเทศยุโรปจำนวนมากได้ก่อตั้งโรงเรียนประถมศึกษาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐ บางแห่งกำหนดเงื่อนไขว่าควรให้เรียนฟรีจนถึงระดับมัธยมศึกษา  ประเทศฝรั่งเศสและรัสเซียเป็นผู้นำของความพยายามดังกล่าว ในประเทศดังกล่าว โรงเรียนสาธารณะเป็นแนวทางในการเสริมสร้างความสามัคคีภายในชาติที่ยิ่งใหญ่มาก
    ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่นั่นมีผู้นำที่นับได้ว่าต่อสู้เพื่อนำเงินภาษีมาสนับสนุนโรงเรียน คนหนึ่งในจำนวนนั้นคือแดเนียล เวบสเตอร์ (Daniel Webster) ผู้ซึ่งกล่าวในปี 1837 ว่า จงเปิดประตูโรงเรียนสำหรับเด็กทุกคนในแผ่นดินนี้ อย่าให้คนใดแก้ตัวเพราะความยากจน บุตรหลานของเขาจึงไม่ได้รับการศึกษา ผู้นำคนอื่นๆ เช่น โฮเรซ มานน์ (Horace Mann) (1796-1859) ในเมซซาชูเสซ เฮนรี บาร์นาร์ด (Henry Barnard) (1811-1900) ในคอนเนตติคัท และโรห์ด ไอร์แนด์ (Rhode Island) และแทดดีย์อัส บีย์เชอร์ (Thaddeus Beecher) (1792-1868) เพนซิลวาเนีย พวกเขาเชื่อว่า   นั่นควรจะมีระบบโรงเรียนสาธารณะ (common schools)” ที่จะให้การศึกษาขั้นพื้นฐานแก่เด็กทุกคน
    ผู้นำอย่าง โธมัส เจฟเฟอร์สัน คิดว่า  มันจะดีกว่าถ้าจะมีระบบโรงเรียนสาธารณะสักระบบหนึ่งแยกตัวออกจากคริสตจักร และพวกเขาต้องการกฎหมายที่สามารถบังคับให้การศึกษาเป็นหน้าที่สำหรับเด็กทุกคน เพราะในเวลานั้นครอบครัวชาวไร่จะให้เด็กๆของพวกเขาอยู่ที่บ้านทำงานในทุ่ง และในเมืองใหญ่เด็กยากจนใช้เวลาทั้งวันทำงานในโรงงาน มันเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กในปัจจุบันที่จะทำให้เป็นจริงในสิ่งที่พวกเขาต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการเรียนฟรีในโรงเรียนสาธารณะ และเพื่อทำให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนสามารถเข้าเรียน ในอดีตนั้น ประชาชนจำนวนมากคิดว่าเด็กยากจนไม่ได้ต้องการการศึกษา และส่วนมากของพวกเขายังคิดด้วยว่ารัฐบาลทำไม่ถูกที่เก็บเงินภาษีจากครอบครัวหนึ่งเพื่อให้การศึกษาแก่เด็กของครอบครัวอื่น  แม้แต่ครอบครัวที่ยากจนเองส่วนใหญ่ต้องการให้เด็กๆของพวกเขาทำงานมากกว่า เพราะพวกเขาต้องการเงิน
   ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานของการศึกษาที่น่าสนใจของแมซสาชูเซส ซึ่งก้าวล้ำหน้ากว่ารัฐอื่นทั้งหมด แน่นอนว่าเฉพาะเงินภาษีของรัฐอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงานของโรงเรียน พ่อแม่ของพวกเขาบางครั้งได้จ่ายเงินสำหรับเด็กๆของพวกเขา  อย่างไรก็ตาม ในปี 1827 แมสซาชูเซสได้ผ่านกฎหมายซึ่งกำหนดให้กองทุนทั้งหมดของโรงเรียนดังกล่าวมาจากเงินภาษี หลังจากนั้นไม่นานรัฐอื่นของอังกฤษก็ได้ผ่านกฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้
    ส่วนใหญ่ของรัฐในตอนกลางและตอนใต้ของทวีปแอตแลนติกไม่เคยมีโรงเรียนสาธารณะที่เปิดให้เรียนฟรีจนกระทั่งหลังสงครามกลางเมือง (Civil War) รัฐในภาคตะวันตกกลางทำได้ดีกว่า   รัฐวิสคอนซิลได้ก่อตั้งโรงเรียนสาธารณะที่เปิดสอนฟรีในปี 1848 รัฐโอไฮโอ ในปี 1853 รัฐบาลกลางได้ช่วยรัฐในภาคตะวันตกกลางเริ่มการก่อตั้งระบบโรงเรียนของพวกเขา   มันให้ที่ดินว่างเปล่าแก่รัฐที่ซึ่งสามารถขายและยกให้กองทุนสำหรับโรงเรียน   ก่อนปลายปี 1800 โรงเรียนสาธารณะได้ถูกก่อตั้งขึ้นทั่วรัฐ ในพื้นที่ส่วนใหญ่เด็กๆเรียนในที่เดียวกันและใช้ตำราเรียนเดียวกัน  นั่นรวมถึง หนังสือ Noah Webster's blue-backed speller หนังสืออ่าน the McGuffey Readers  และหนังสือคณิตศาสตร์ของRay's Arithmetic
    การขยายการศึกษา  ตามที่ใช้เงินภาษีสนับสนุนโรงเรียนสาธารณะนั้น  ที่ต่อมาได้เป็นที่รู้จักคือ โรงเรียนประถมศึกษา ซึ่งได้กลายเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ผู้นำทางการศึกษาในยุคโรงเรียนเฟื่องฟู  ได้พยายามจัดการศึกษาแก่เด็กก่อนและหลังระดับประถมศึกษา ฟรีดดริช  เฟรอเบล (Friedrich Froebel) (1782-1852) ในประเทศเยอรมันได้เริ่มแนวคิดโรงเรียนอนุบาลหรือ kindergarten ซึ่งมีความหมายว่า สวนเด็ก เฟรอเบลทำของเด็กเล่นและแต่งเพลงสำหรับเด็กก่อนประถมศึกษา ซึ่งจะช่วยให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้เช่นเดียวกับการเล่น เฟรอเบลพบว่าหญิงสาวทำงานได้ดีกับเด็กเล็กๆ และเขาได้ฝึกพวกเธอเพื่อเป็นครูอนุบาล (ซึ่งก่อนหน้านี้ครูส่วนใหญ่เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงที่มีอายุ ซึ่งเป็นธรรมเนียมสำหรับคนที่ต้องการทำงาน  บางคนที่ต้องการเรียนภายใต้เฟรอเบล เขาได้เริ่มโรงเรียนอนุบาลเอกชนขึ้นในสหรัฐอเมริกา ส่วนโรงเรียนอนุบาลสาธารณะนั้นเปิดขึ้นในเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ในปี 1873
     โรงเรียนมัธยมศึกษาและวิทยาลัย  การศึกษาระดับมัธยมศึกษาได้กลายเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายสำหรับเด็กจำนวนมากในระหว่างปี 1800 โดยที่ในปี 1850 มีโรงเรียน Academies เหมือนกับโรงเรียนของเบนจามิน  แฟรงคลิน จำนวน 6,000 แห่ง ในสหรัฐอเมริกา  ส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนกินนอน  ที่ซึ่งดึงดูดนักเรียนจากพื้นที่ต่างๆ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย แต่ก็มีบางแห่งเปิดสำหรับเด็กผู้หญิง เรียกว่า สถาบันการศึกษาสำหรับสตรี (Female Academies) ซึ่งในช่วงแรกสถาบันการศึกษาสำหรับสตรี ดังกล่าวสอนเฉพาะวิชาดนตรี  ลีลาศ  ศิลปะ และวิชาเย็บปักถักร้อยเท่านั้น  แต่ต่อมาก็อนุญาตให้เด็กผู้หญิงเรียนประวัติศาสตร์  คณิตศาสตร์ และภาษาศาสตร์  
            โรงเรียนมัธยมแห่งแรกของสหรัฐอเมริกาก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในเมืองบอสตัน ปี 1820 โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การศึกษาภาษาอังกฤษที่สมบูรณ์ สำหรับเด็กผู้ชายที่ไม่คาดหวังจะเข้าเรียนในวิทยาลัย หลังจากนั้นเล็กน้อยสถาบันการศึกษา (Academies) และโรงเรียนมัธยมศึกษา (High Schools)ก็ได้ให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน แต่การแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่มดังกล่าวดำเนินไปได้ไม่นานนัก จนกระทั่งประชาชนได้ยอมรับแนวคิดโรงเรียนประถมศึกษาสาธารณะที่เปิดสอนโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน การเปิดโรงเรียนมัธยมศึกษาจึงไม่เป็นสิ่งที่ยากลำบากอีกต่อไป โดยที่ในปี 1910 โรงเรียนมัธยมศึกษาได้กลายเป็นโรงเรียนสาธารณะในสหรัฐอเมริกา  ปลายปี 1800 ทุกรัฐได้บัญญัติให้โรงเรียนมัธยมศึกษาเปิดสอนโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียนหรือไม่ก็เป็นที่เรียนพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าเรียนในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ

Jay Mathews      เขียน  (Mathews  Jay   History of Education  จาก http://oke.grolier.com/InfoOffset)
Education Writer  The Washington Post  
แปลและเรียบเรียงโดย   อิบรอฮีม อาแล



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น