จากอาหรับสปริงสู่อิสลามสปริง บทความประกอบการบรรยายเมื่อ 23/8/2015 ณ อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้น 6 มหาวิทยาลัยฟาฏอนีโดย ศ.ดร.มะห์มูด สามัรรออีย์ เผยแพร่เมื่อ วันที่ 5/6/2015ถอดความโดย ผศ.มัสลัน มาหะมะ
ในปี 2015ได้เกิดปรากฏการณ์ความร่วมมือที่ไม่มีการประกาศล่วงหน้ามาก่อน
ที่รวบรวมประเทศ อาหรับและประเทศอิสลาม ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์
ตุรกีและปากีสถาน นอกจากนี้ยังมีมาเลเซียและเซเนกัลที่ส่งกำลังสมทบมาช่วงหลัง
ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้ว ดูเหมือนว่าโลกอิสลามกำลังก้าวสู่อิสลามสปริง
หลังจากที่ได้ถลำสู่ยุคมืดหลังเหตุการณ์ 9/11 เป็นต้นมา
ยุคมืดแห่งโลกอิสลาม
หลังจากเหตุการณ์ช็อกโลก
9 กันยายน 2001
กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาได้เข้าบุกยึดอัฟกานิสถานและอีรักอย่างเบ็ดเสร็จ
พร้อมถล่มทลายทั้งสองประเทศอย่างป่นปี้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า
นอกจากกองกำลังของสหรัฐอเมริกาแล้ว
กองทัพชีอะฮ์อิหร่านคือตัวละครเอกที่ทำให้แผนกลืนประเทศอิสลามทั้งสองประเทศนี้
ประสบกับความสำเร็จอย่างลุล่วง ละครฉากนี้ สิ้นสุดด้วยการถอนกำลังของสหรัฐอเมริกา
โดยปล่อยให้กองกำลังชีอะฮ์อิหร่านเข้าไปสวาปามและตะปบเหยื่อแต่เพียงผู้เดียว
ในขณะที่สหรัฐอเมริกาแสดงเป็นฤาษีหลับตา คอยหนุนหลังอยู่ห่างๆ
มะห์มูด อะห์มะดี นัจจ้าด
อดีตผู้นำอิหร่าน
มะห์มูด อะห์มะดี นัจจ้าด เปิดเผยว่า
อิหร่านพร้อมเสียบแทนสหรัฐอเมริกาในอิรักและอัฟกานิสถาน หากสหรัฐอเมริกาถอนทัพ
ในขณะที่ผู้นำระดับสูงของอิหร่านได้กล่าวในหลายเวทีอย่างชัดเจนว่า
หากไม่ใช่เพราะการมีส่วนร่วมของอิหร่าน
สหรัฐอเมริกาไม่มีทางครอบครองอิรักและอัฟกานิสถานแน่นอน
อะมีร สะอูด อัลไฟศ็อล
ภาพจาก http://www.thenewsteller.com/world/ex-saudi-foreign-minister-saud-al-faisal-passes-away/19512/
แม้กระทั่งอะมีร สะอูดไฟศ็อล
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียผู้ล่วงลับ เคยยืนยันว่า
อเมริกาจัดถวายอิรักให้แก่อิหร่านบนพานทองทีเดียว
ชาวอาหรับเคยทำสงครามอิรัก-อิหร่านช่วงปี 1980-1988 เพื่อป้องกันมิให้อิหร่านครอบครองเหนืออิรัก
แต่สุดท้าย
ชาติอาหรับได้ตีตั๋วเข้าชมมหกรรมการเขมือบกินของอิหร่านที่มีต่ออิรักต่อหน้าต่อตา
พร้อมออกแถลงการณ์หลังจบมหกรรมนี้ว่า บัดนี้ อิหร่านได้ครอบครองอิรักอย่างสำเร็จแล้ว
หลังจากครอบครองอิรักสำเร็จ
อิหร่านได้ขยายอิทธิพลเข้าไปครอบครองซีเรีย เลบานอนและเยเมน
ชีอะฮฺอิหร่านได้ประกาศอย่างทรนงว่า พวกเขาสามารถพิชิตเมืองหลวงประเทศอาหรับทั้ง 4 ประเทศอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว แถมยังข่มขู่ประเทศอ่าวอาหรับ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียวันละ
3 เวลา เขตแดนทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียที่ติดพรมแดนเยเมน
มักถูกสั่นคลอนด้วยกองกำลังชีอะฮฺฮูษีย์อย่างต่อเนื่อง แผ่นดิน
หะรอมัยน์จึงอยู่ในภาวะอกสั่นขวัญผวามาโดยตลอด
ประชากรชีอะฮฺในตะวันออกกลาง
ภาพจาก http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/1544535/Iran-poised-to-strike-in-wealthy-Gulf-states.html
ยุคมืดของโลกอาหรับและโลกอิสลาม
จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความพ่ายแพ้ด้านการทหารและการสูญเสียดินแดนอย่างเดียว
แต่รวมถึงการยอมสยบภายใต้การเผยแพร่ของลัทธิชีอะฮ์ที่เต็มไปด้วยการบังคับ
ขู่เข็ญและความโหดร้ายป่าเถื่อน
ชนิดที่ชาวมุสลิมไม่เคยลิ้มรสความปวดร้าวในลักษณะนี้มาก่อน แม้กระทั่งช่วงอยู่ภายใต้การครอบครองของสหรัฐอเมริกาก็ตามๆ
แม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิรักสมัยนั้น นายซีบารีย์
ยังออกมาสารภาพอย่างหน้าตาเฉยว่า อิรักไม่มีศักยภาพเพียงพอ
ที่จะต้านกองกำลังอันมหึมาของอิหร่านที่เข้ามาในอิรักได้
ประเทศอาหรับและประเทศอิสลามจำนวน 5 ประเทศ ได้แก่
อิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรีย เลบานอนและเยเมน
จึงยอมศิโรราบอยู่ภายใต้กรงเล็บของอิหร่านอย่างปวดร้าวที่สุด
ในช่วงนี้ ชาวสุนหนี่ ก็พร้อมใจที่จะ
"แตกแยก" โดยพร้อมเพรียงกัน
ในขณะที่ในระดับรัฐบาลประเทศอาหรับและประเทศอิสลาม ก็ดำเนินนโยบายแบบ
"เกรงอกเกรงใจ" ต่อรัฐบาลชีอะฮ์อิหร่านอย่างว่านอนสอนง่ายเสมอมา
และในช่วงนี้เช่นกัน
ได้เกิดการลุกฮือของประชาชนประเทศอาหรับบางประเทศ ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม
“อาหรับสปริง” พรรคการเมืองแนวอิสลาม โดยเฉพาะองค์กรอิควานมุสลิมีน
มักอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติประชาชนครั้งนี้ จนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและบริหารประเทศในเวลาต่อมา
ดังที่ได้เกิดขึ้นที่อิยิปต์ แต่มันเป็นแค่ชัยชนะชั่วครู่เท่านั้น
เพราะเมฆหมอกได้ปกคลุมเหนือประเทศอาหรับอีกครั้ง
ผู้นำอย่างดร.มุรซีย์ถูกโค่นอำนาจและถูกจับเข้าคุกพร้อมแกนนำจนกระทั่งปัจจุบัน
ประเทศตะวันตกจำต้องกลืนน้ำลายตัวเองที่ต้องกำจัดประชาธิปไตยที่ตนเองเลื่อมใสศรัทธาว่า
เป็นระบอบการปกครองที่ชั่วน้อยที่สุด
พร้อมสนับสนุนรัฐบาลรัฐประหารและเข่นฆ่าประชาชน
แม้กระทั่งประเทศอาหรับบางประเทศก็ยอมจารึกประวัติศาสตร์อันมืดมนของตนเองและโลกอิสลาม
ด้วยสมรู้ร่วมคิดล้มล้างรัฐบาลประธานาธิบดีมุรซีย์
ผู้เป็นผู้นำชาติอาหรับคนแรกในยุคนี้ที่ท่องจำอัลกุรอานทั้งเล่ม
โลกอาหรับที่จมปลักในความมืดมนอยู่แล้ว
ถูกผลักไสเข้าสู่ยุคมืดที่ซ้ำซ้อนเป็นเท่าตัว
กระแสอิสลาโมโฟเบียที่จุดประกายโดยตะวันตกที่ต้องการให้ชาวโลกหวาดกลัวอิสลาม บัดนี้ได้พัฒนาขึ้นอีกขั้นคือกระแสอิควาโนโฟเบีย
เพื่อให้มุสลิมด้วยกันเอง โดยเฉพาะผู้นำโลกอาหรับหวาดผวากระแสการลุกขึ้นของอิสลาม
เช่นเดียวกันกับสถานการณ์ที่ลิเบีย
ที่กองกำลังปฏิวัติประชาชนได้โค่นล้มเผด็จการกัดดาฟีจนสำเร็จ
และสามารถจัดตั้งรัฐบาลประชาชนขึ้นมาบริหารประเทศ
แต่แล้วก็มีประเทศอาหรับบางประเทศส่งกองกำลังปราบปรามรัฐบาลประชาชน
จนทำให้ลิเบียถลำกลับสู่ยุคทมิฬอีกครั้ง เหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน
ได้เกิดขึ้นที่ตูนีเซีย จุดเริ่มต้นของอาหรับสปริง
โลกอิสลามและโลกอาหรับประสบกับความพ่ายแพ้ทั้ง 8 ประเทศ (อิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรีย เลบานอน เยเมน อิยิปต์
ลิเบียและตูนีเซีย) ภายในช่วงเวลา 13 ปี ตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2014
โดยผู้ที่แสยะยิ้มอย่างพออกพอใจกับสถานการณ์นี้คือชีอะฮ์อิหร่าน
ช่วงเวลาดังกล่าว
ประเทศมหาอำนาจด้วยความร่วมมือจากอิหร่าน ได้สร้างตัวละครสองตัวคือ
อัลกออิดะฮ์และดาอิช(ไอเอส)เพื่อขโมยซีนการปฏิวัติประชาชนและเก็บเกี่ยวดอกผลที่ปลูกโดยประชาชนและบำรุงรักษาอย่างทะนุ ถนอมโดยพรรคแนวอิสลาม
ท่านผู้อ่านลองนึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อัฟกานิสถาน
หลังจากกองกำลังประชาชนมุญาฮิดีนสามารถโค่นล้มรัฐบาลหุ่นเชิดสหภาพโซเวียตในอดีต
ทำให้อำนาจของพญาหมีขาวต้องล่มสลาย
และแนวคิดคอมมิวนิสต์ได้กลายเป็นสุสานทางความคิด แต่แล้ว
อัลกออิดะฮ์ก็ได้ปรากฏบนแผ่นดินอัฟกันและปราบปรามรัฐบาลชุดแรกของกลุ่มมุญาฮิดีน
พวกเขาได้ฆ่าอะห์มัด ชาห์ มัสอูด
แกนนำทหารและผู้นำทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในอัฟกานิสถาน พร้อมๆกับจัดตั้งรัฐบาลฏอลิบานในเวลาต่อมา
เป็นผลทำให้กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาสร้างความชอบธรรมถล่มอัฟกานิสถานทั้งประเทศราบเป็นหน้ากลอง
พร้อมสร้างรัฐแห่งความหวาดกลัว ยากจนข้นแค้น เต็มไปด้วยอบายมุขและสิ่งเสพติด
อัฟกานิสถานถูกเสกให้เป็นสังคมไร้ขื่อแป บนท้องถนนเต็มไปด้วยการปล้นสะดมและเข่นฆ่า
ฉุดกระชากชาวอัฟกันให้ถอยหลังและห่างไกลความเจริญเสมือนย้อนอดีต 100 ปี
เช่นเดียวกันกับอิรัก
ที่กองกำลังประชาชนสามารถขับไล่กองทัพสหรัฐอเมริกา
สุดท้ายอัลกออิดะฮ์ก็ปรากฏขึ้นที่อิรักและกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กองกำลังประชาชนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงในเวลาต่อมา
ในทำนองเดียวกัน
กองกำลังประชาชนซีเรียได้ลุกฮือต่อต้านเผด็จการบัชชาร์จนใกล้สำเร็จ
กองกำลังดาอิช(ไอเอส)ในผ้าคลุมรัฐเคาะลีฟะฮฺก็สวมบทเป็นผู้ปราบปรามกองกำลังประชาชน
พร้อมทิ้งระเบิดที่อันตรายกว่าระเบิดของบัชชาร์ นั่นคือระเบิดที่กล่าวหาชาวซีเรียและกลุ่มมุญาฮิดีนว่าตกมุรตัด
(สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม) เป็นผู้รับใช้ตะวันตกและหลั่งเลือดมุสลิมด้วยกัน
ทั้งประเทศอาหรับและอิสลามได้พร้อมใจกันพาหรดเข้าสู่ภาวะความสิ้นหวัง
ท้อแท้ และยอมเป็นเหยื่ออันโอชะของเหล่าศัตรู พวกเขาไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ในกำมือ
บีบตายคลายรอด ถูกบังคับกดขี่ ทั้งๆ
ที่อยู่ในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองที่มีความมั่งคั่ง
อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติที่มากมายมหาศาล
แม้กระทั่งประเทศตุรกี กาตาร์และปากีสถาน ก็ยังมิวายถูกรังสีอำมหิตนี้
สั่นคลอนเสถียรภาพของประเทศอยู่ตลอดเวลา
การปรากฏตัวของอิสลามสปริง
กษัตริย์ซัลมาน แห่งซาอุดิอารเบีย
ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล
แสงอรุณก็เริ่มทอแสง ถึงแม้จะริบหรี่และอ่อนแอในช่วงเริ่มต้น
แต่ความร่วมมือแห่งโลกอิสลาม ก็ได้ปรากฏขึ้นอย่างไม่มีการประกาศล่วงหน้ามาก่อน
มันคือ อิสลามสปริง ที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย
ภายหลังที่กษัตริย์ซัลมานขึ้นครองราชย์ เมื่อเดือนมกราคม 2015 พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทั้งในระดับประเทศ
ภูมิภาคและโลกโดยรวม กษัตริย์ซัลมานได้ทรงทำ Super Big
Cleaning ครั้งใหญ่ ด้วยการปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงที่หลายฝ่ายระบุว่า
เป็นการปฏิวัติสีขาวด้วยการออกประกาศสำนักพระราชวังถึง 30 กว่าฉบับ ยกเลิกตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของประเทศ
ตั้งแต่ระดับมกุฎราชกุมารจนถึงตำแหน่งรัฐมนตรี
ทูตานุทูตและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในประเทศ พร้อมประกาศแต่งตั้ง “ขั้วใหม่”
ที่ถูกลอยแพในยุคกษัตริย์อับดุลลอฮฺที่ได้สวรรคต เมื่อ 23 มกราคม 2015
ส่วนในระดับต่างประเทศ
ก็ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่หนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษวิเคราะห์ว่า
“นโยบายของกษัตริย์ซัลมานได้สร้างเซอร์ไพรส์ระดับโลกที่ไม่เพียงสร้างแรงกระเพื่อมที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับประเทศเท่านั้น
แต่ส่งผลถึงด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลกอีกด้วย”
กษัตริย์ซัลมานได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ 3 เส้าระหว่าง “ซาอุดีอาระเบีย ตุรกีและกาตาร์”
พร้อมปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นมิตรกับองค์กรอิควานมุสลิมีนที่มีบทบาทในโลกอิสลาม
ที่สำคัญคือ การประกาศสงคราม “พายุแกร่ง”โจมตีกบฏฮูซีย์ที่เยเมน
เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของชีอะฮ์อิหร่าน ที่สหรัฐอเมริกาคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง
นอกจากนี้ได้ประสานความร่วมมือกับกองกำลังประชาชนซีเรีย
เพื่อล้มล้างระบอบบัชชาร์อีกด้วย
ปฏิบัติการพายุแกร่งในครั้งนี้
ถือเป็นการตัดสินใจอันชาญฉลาด กล้าหาญและถือเป็นความหวังสุดท้ายของชาติโลกอาหรับและอิสลาม เพราะในความเป็นจริง
มันไม่ใช่เป็นสงครามระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านแต่คือสงครามครั้งใหม่ระหว่างชีอะฮฺอิหร่านกับโลกอิสลามซุนหนี่ทั้งมวล
หลังจากโลกมุสลิมทนกับความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่อิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรียและเลบานอนด้วยผลงานอัปยศของชีอะฮ์อิหร่านมาแล้ว
ปฏิบัติการพายุแกร่งจึงปรากฏขึ้นอย่างถูกที่ถูกเวลา
สามารถจุดประกายความหวังแก่โลกอิสลามที่เริ่มมีความเชื่อมั่นว่าตราบใดที่แผ่นดินหะรอมัยน์พร้อมเป็นเสาหลักทำหน้าที่ปกป้องประชาชาติอิสลาม แล้วประชาชาติอิสลามก็พร้อมทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินหะรอมัยน์เช่นกัน
สถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
อิสลามสปริงได้เข้าไปมีบทบาทในโลกอาหรับและโลกอิสลามอย่างเห็นได้ชัด
ทั่วโลกเริ่มมีความรู้สึกว่า สวนอันอุดมสมบูรณ์ของโลกอาหรับและโลกอิสลาม
มีเจ้าของที่พร้อมปกปักษ์รักษา และไม่ยอมปล่อยให้สัตว์ร้ายเข้ามาย่ำยีและเหยียบย่ำตามอำเภอใจได้อีกแล้ว
โลกอาหรับและโลกอิสลาม
จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ที่จะต้องรื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้แน่น แฟ้นยิ่งขึ้น
สร้างสะพานแห่งความร่วมมือในทุกมิติของการพัฒนาทั้งระดับองค์กร ประเทศ
ภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อจับมือประสานความช่วยเหลือบนฐานความดีงามและความยำเกรง
คอยเป็นยามรักษาสังคมมุสลิมจากการปองร้ายของศัตรูทั้งภายในและภายนอกชนิดห้ามกระพริบตา
ที่สำคัญ
ความร่วมมือของประชาชาติอิสลามในครั้งนี้
จะต้องอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งอิสลามเท่านั้น ไม่มีวาระอื่นซ่อนเร้น ประสบการณ์อันขมขื่นในอดีต
น่าจะเป็นบทเรียนอันล้ำค่าแก่ประชาชาติมุสลิมว่า ใครคือมิตรแท้ และใครคือศัตรูถาวร
وَيَتَرَبَّصُ بِكُمُ
الدَّوَائِرَ عَلَيْهِمْ دَائِرَةُ السَّوْءِ وَاللَّهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ
“และพวกเขาเฝ้ารอเหตุภัยที่จะเกิดแก่พวกท่าน
เหตุภัยเหล่านั้น จงประสบแก่พวกเขาเถิด และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ทรงรอบรู้”
(อัตเตาบะฮ์ / 98)







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น