หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558

จากอาหรับสปริงสู่อิสลามสปริง

         จากอาหรับสปริงสู่อิสลามสปริง บทความประกอบการบรรยายเมื่อ 23/8/2015 ณ อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้น 6 มหาวิทยาลัยฟาฏอนีโดย ศ.ดร.มะห์มูด สามัรรออีย์ เผยแพร่เมื่อ วันที่ 5/6/2015ถอดความโดย ผศ.มัสลัน มาหะมะ     

      ในปี 2015ได้เกิดปรากฏการณ์ความร่วมมือที่ไม่มีการประกาศล่วงหน้ามาก่อน ที่รวบรวมประเทศ อาหรับและประเทศอิสลาม ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ตุรกีและปากีสถาน นอกจากนี้ยังมีมาเลเซียและเซเนกัลที่ส่งกำลังสมทบมาช่วงหลัง ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้ว ดูเหมือนว่าโลกอิสลามกำลังก้าวสู่อิสลามสปริง หลังจากที่ได้ถลำสู่ยุคมืดหลังเหตุการณ์ 9/11 เป็นต้นมา

ยุคมืดแห่งโลกอิสลาม


        หลังจากเหตุการณ์ช็อกโลก 9 กันยายน 2001 กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาได้เข้าบุกยึดอัฟกานิสถานและอีรักอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมถล่มทลายทั้งสองประเทศอย่างป่นปี้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า นอกจากกองกำลังของสหรัฐอเมริกาแล้ว กองทัพชีอะฮ์อิหร่านคือตัวละครเอกที่ทำให้แผนกลืนประเทศอิสลามทั้งสองประเทศนี้ ประสบกับความสำเร็จอย่างลุล่วง ละครฉากนี้ สิ้นสุดด้วยการถอนกำลังของสหรัฐอเมริกา โดยปล่อยให้กองกำลังชีอะฮ์อิหร่านเข้าไปสวาปามและตะปบเหยื่อแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่สหรัฐอเมริกาแสดงเป็นฤาษีหลับตา คอยหนุนหลังอยู่ห่างๆ
มะห์มูด อะห์มะดี นัจจ้าด

         อดีตผู้นำอิหร่าน มะห์มูด อะห์มะดี นัจจ้าด เปิดเผยว่า อิหร่านพร้อมเสียบแทนสหรัฐอเมริกาในอิรักและอัฟกานิสถาน หากสหรัฐอเมริกาถอนทัพ ในขณะที่ผู้นำระดับสูงของอิหร่านได้กล่าวในหลายเวทีอย่างชัดเจนว่า หากไม่ใช่เพราะการมีส่วนร่วมของอิหร่าน สหรัฐอเมริกาไม่มีทางครอบครองอิรักและอัฟกานิสถานแน่นอน
อะมีร สะอูด อัลไฟศ็อล

           แม้กระทั่งอะมีร สะอูดไฟศ็อล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียผู้ล่วงลับ เคยยืนยันว่า อเมริกาจัดถวายอิรักให้แก่อิหร่านบนพานทองทีเดียว

        ชาวอาหรับเคยทำสงครามอิรัก-อิหร่านช่วงปี 1980-1988 เพื่อป้องกันมิให้อิหร่านครอบครองเหนืออิรัก แต่สุดท้าย ชาติอาหรับได้ตีตั๋วเข้าชมมหกรรมการเขมือบกินของอิหร่านที่มีต่ออิรักต่อหน้าต่อตา พร้อมออกแถลงการณ์หลังจบมหกรรมนี้ว่า บัดนี้ อิหร่านได้ครอบครองอิรักอย่างสำเร็จแล้ว

        หลังจากครอบครองอิรักสำเร็จ อิหร่านได้ขยายอิทธิพลเข้าไปครอบครองซีเรีย เลบานอนและเยเมน ชีอะฮฺอิหร่านได้ประกาศอย่างทรนงว่า พวกเขาสามารถพิชิตเมืองหลวงประเทศอาหรับทั้ง 4 ประเทศอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว แถมยังข่มขู่ประเทศอ่าวอาหรับ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียวันละ 3 เวลา เขตแดนทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียที่ติดพรมแดนเยเมน มักถูกสั่นคลอนด้วยกองกำลังชีอะฮฺฮูษีย์อย่างต่อเนื่อง แผ่นดิน      หะรอมัยน์จึงอยู่ในภาวะอกสั่นขวัญผวามาโดยตลอด
ประชากรชีอะฮฺในตะวันออกกลาง

        ยุคมืดของโลกอาหรับและโลกอิสลาม จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความพ่ายแพ้ด้านการทหารและการสูญเสียดินแดนอย่างเดียว แต่รวมถึงการยอมสยบภายใต้การเผยแพร่ของลัทธิชีอะฮ์ที่เต็มไปด้วยการบังคับ ขู่เข็ญและความโหดร้ายป่าเถื่อน ชนิดที่ชาวมุสลิมไม่เคยลิ้มรสความปวดร้าวในลักษณะนี้มาก่อน แม้กระทั่งช่วงอยู่ภายใต้การครอบครองของสหรัฐอเมริกาก็ตามๆ แม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิรักสมัยนั้น นายซีบารีย์ ยังออกมาสารภาพอย่างหน้าตาเฉยว่า อิรักไม่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะต้านกองกำลังอันมหึมาของอิหร่านที่เข้ามาในอิรักได้ ประเทศอาหรับและประเทศอิสลามจำนวน 5 ประเทศ ได้แก่ อิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรีย เลบานอนและเยเมน จึงยอมศิโรราบอยู่ภายใต้กรงเล็บของอิหร่านอย่างปวดร้าวที่สุด

      ในช่วงนี้ ชาวสุนหนี่ ก็พร้อมใจที่จะ "แตกแยก" โดยพร้อมเพรียงกัน ในขณะที่ในระดับรัฐบาลประเทศอาหรับและประเทศอิสลาม ก็ดำเนินนโยบายแบบ "เกรงอกเกรงใจ" ต่อรัฐบาลชีอะฮ์อิหร่านอย่างว่านอนสอนง่ายเสมอมา
และในช่วงนี้เช่นกัน ได้เกิดการลุกฮือของประชาชนประเทศอาหรับบางประเทศ ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “อาหรับสปริง” พรรคการเมืองแนวอิสลาม โดยเฉพาะองค์กรอิควานมุสลิมีน มักอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติประชาชนครั้งนี้ จนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและบริหารประเทศในเวลาต่อมา ดังที่ได้เกิดขึ้นที่อิยิปต์ แต่มันเป็นแค่ชัยชนะชั่วครู่เท่านั้น เพราะเมฆหมอกได้ปกคลุมเหนือประเทศอาหรับอีกครั้ง ผู้นำอย่างดร.มุรซีย์ถูกโค่นอำนาจและถูกจับเข้าคุกพร้อมแกนนำจนกระทั่งปัจจุบัน ประเทศตะวันตกจำต้องกลืนน้ำลายตัวเองที่ต้องกำจัดประชาธิปไตยที่ตนเองเลื่อมใสศรัทธาว่า เป็นระบอบการปกครองที่ชั่วน้อยที่สุด พร้อมสนับสนุนรัฐบาลรัฐประหารและเข่นฆ่าประชาชน แม้กระทั่งประเทศอาหรับบางประเทศก็ยอมจารึกประวัติศาสตร์อันมืดมนของตนเองและโลกอิสลาม ด้วยสมรู้ร่วมคิดล้มล้างรัฐบาลประธานาธิบดีมุรซีย์ ผู้เป็นผู้นำชาติอาหรับคนแรกในยุคนี้ที่ท่องจำอัลกุรอานทั้งเล่ม

     โลกอาหรับที่จมปลักในความมืดมนอยู่แล้ว ถูกผลักไสเข้าสู่ยุคมืดที่ซ้ำซ้อนเป็นเท่าตัว กระแสอิสลาโมโฟเบียที่จุดประกายโดยตะวันตกที่ต้องการให้ชาวโลกหวาดกลัวอิสลาม บัดนี้ได้พัฒนาขึ้นอีกขั้นคือกระแสอิควาโนโฟเบีย เพื่อให้มุสลิมด้วยกันเอง โดยเฉพาะผู้นำโลกอาหรับหวาดผวากระแสการลุกขึ้นของอิสลาม

       เช่นเดียวกันกับสถานการณ์ที่ลิเบีย ที่กองกำลังปฏิวัติประชาชนได้โค่นล้มเผด็จการกัดดาฟีจนสำเร็จ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลประชาชนขึ้นมาบริหารประเทศ แต่แล้วก็มีประเทศอาหรับบางประเทศส่งกองกำลังปราบปรามรัฐบาลประชาชน จนทำให้ลิเบียถลำกลับสู่ยุคทมิฬอีกครั้ง เหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน ได้เกิดขึ้นที่ตูนีเซีย จุดเริ่มต้นของอาหรับสปริง

    โลกอิสลามและโลกอาหรับประสบกับความพ่ายแพ้ทั้ง 8 ประเทศ (อิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรีย เลบานอน เยเมน อิยิปต์ ลิเบียและตูนีเซีย) ภายในช่วงเวลา 13 ปี ตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2014 โดยผู้ที่แสยะยิ้มอย่างพออกพอใจกับสถานการณ์นี้คือชีอะฮ์อิหร่าน

       ช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศมหาอำนาจด้วยความร่วมมือจากอิหร่าน ได้สร้างตัวละครสองตัวคือ อัลกออิดะฮ์และดาอิช(ไอเอส)เพื่อขโมยซีนการปฏิวัติประชาชนและเก็บเกี่ยวดอกผลที่ปลูกโดยประชาชนและบำรุงรักษาอย่างทะนุ ถนอมโดยพรรคแนวอิสลาม

       ท่านผู้อ่านลองนึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อัฟกานิสถาน หลังจากกองกำลังประชาชนมุญาฮิดีนสามารถโค่นล้มรัฐบาลหุ่นเชิดสหภาพโซเวียตในอดีต ทำให้อำนาจของพญาหมีขาวต้องล่มสลาย และแนวคิดคอมมิวนิสต์ได้กลายเป็นสุสานทางความคิด แต่แล้ว อัลกออิดะฮ์ก็ได้ปรากฏบนแผ่นดินอัฟกันและปราบปรามรัฐบาลชุดแรกของกลุ่มมุญาฮิดีน พวกเขาได้ฆ่าอะห์มัด ชาห์ มัสอูด แกนนำทหารและผู้นำทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในอัฟกานิสถาน พร้อมๆกับจัดตั้งรัฐบาลฏอลิบานในเวลาต่อมา เป็นผลทำให้กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาสร้างความชอบธรรมถล่มอัฟกานิสถานทั้งประเทศราบเป็นหน้ากลอง พร้อมสร้างรัฐแห่งความหวาดกลัว ยากจนข้นแค้น เต็มไปด้วยอบายมุขและสิ่งเสพติด อัฟกานิสถานถูกเสกให้เป็นสังคมไร้ขื่อแป บนท้องถนนเต็มไปด้วยการปล้นสะดมและเข่นฆ่า  ฉุดกระชากชาวอัฟกันให้ถอยหลังและห่างไกลความเจริญเสมือนย้อนอดีต 100 ปี

         เช่นเดียวกันกับอิรัก ที่กองกำลังประชาชนสามารถขับไล่กองทัพสหรัฐอเมริกา สุดท้ายอัลกออิดะฮ์ก็ปรากฏขึ้นที่อิรักและกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กองกำลังประชาชนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงในเวลาต่อมา ในทำนองเดียวกัน กองกำลังประชาชนซีเรียได้ลุกฮือต่อต้านเผด็จการบัชชาร์จนใกล้สำเร็จ กองกำลังดาอิช(ไอเอส)ในผ้าคลุมรัฐเคาะลีฟะฮฺก็สวมบทเป็นผู้ปราบปรามกองกำลังประชาชน พร้อมทิ้งระเบิดที่อันตรายกว่าระเบิดของบัชชาร์ นั่นคือระเบิดที่กล่าวหาชาวซีเรียและกลุ่มมุญาฮิดีนว่าตกมุรตัด (สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม) เป็นผู้รับใช้ตะวันตกและหลั่งเลือดมุสลิมด้วยกัน
ทั้งประเทศอาหรับและอิสลามได้พร้อมใจกันพาหรดเข้าสู่ภาวะความสิ้นหวัง ท้อแท้ และยอมเป็นเหยื่ออันโอชะของเหล่าศัตรู พวกเขาไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ในกำมือ บีบตายคลายรอด ถูกบังคับกดขี่ ทั้งๆ ที่อยู่ในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองที่มีความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติที่มากมายมหาศาล แม้กระทั่งประเทศตุรกี กาตาร์และปากีสถาน ก็ยังมิวายถูกรังสีอำมหิตนี้ สั่นคลอนเสถียรภาพของประเทศอยู่ตลอดเวลา

การปรากฏตัวของอิสลามสปริง
กษัตริย์ซัลมาน แห่งซาอุดิอารเบีย

        ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล แสงอรุณก็เริ่มทอแสง ถึงแม้จะริบหรี่และอ่อนแอในช่วงเริ่มต้น แต่ความร่วมมือแห่งโลกอิสลาม ก็ได้ปรากฏขึ้นอย่างไม่มีการประกาศล่วงหน้ามาก่อน มันคือ อิสลามสปริง ที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ภายหลังที่กษัตริย์ซัลมานขึ้นครองราชย์ เมื่อเดือนมกราคม 2015 พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาคและโลกโดยรวม กษัตริย์ซัลมานได้ทรงทำ Super Big Cleaning ครั้งใหญ่ ด้วยการปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงที่หลายฝ่ายระบุว่า เป็นการปฏิวัติสีขาวด้วยการออกประกาศสำนักพระราชวังถึง 30 กว่าฉบับ ยกเลิกตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของประเทศ ตั้งแต่ระดับมกุฎราชกุมารจนถึงตำแหน่งรัฐมนตรี ทูตานุทูตและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในประเทศ พร้อมประกาศแต่งตั้ง “ขั้วใหม่” ที่ถูกลอยแพในยุคกษัตริย์อับดุลลอฮฺที่ได้สวรรคต เมื่อ 23 มกราคม 2015

        ส่วนในระดับต่างประเทศ ก็ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่หนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษวิเคราะห์ว่า “นโยบายของกษัตริย์ซัลมานได้สร้างเซอร์ไพรส์ระดับโลกที่ไม่เพียงสร้างแรงกระเพื่อมที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับประเทศเท่านั้น แต่ส่งผลถึงด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลกอีกด้วย”

       กษัตริย์ซัลมานได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ 3 เส้าระหว่าง “ซาอุดีอาระเบีย ตุรกีและกาตาร์” พร้อมปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นมิตรกับองค์กรอิควานมุสลิมีนที่มีบทบาทในโลกอิสลาม ที่สำคัญคือ การประกาศสงคราม “พายุแกร่ง”โจมตีกบฏฮูซีย์ที่เยเมน เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของชีอะฮ์อิหร่าน ที่สหรัฐอเมริกาคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ได้ประสานความร่วมมือกับกองกำลังประชาชนซีเรีย เพื่อล้มล้างระบอบบัชชาร์อีกด้วย

      ปฏิบัติการพายุแกร่งในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดสินใจอันชาญฉลาด กล้าหาญและถือเป็นความหวังสุดท้ายของชาติโลกอาหรับและอิสลาม  เพราะในความเป็นจริง มันไม่ใช่เป็นสงครามระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านแต่คือสงครามครั้งใหม่ระหว่างชีอะฮฺอิหร่านกับโลกอิสลามซุนหนี่ทั้งมวล หลังจากโลกมุสลิมทนกับความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่อิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรียและเลบานอนด้วยผลงานอัปยศของชีอะฮ์อิหร่านมาแล้ว

        ปฏิบัติการพายุแกร่งจึงปรากฏขึ้นอย่างถูกที่ถูกเวลา สามารถจุดประกายความหวังแก่โลกอิสลามที่เริ่มมีความเชื่อมั่นว่าตราบใดที่แผ่นดินหะรอมัยน์พร้อมเป็นเสาหลักทำหน้าที่ปกป้องประชาชาติอิสลาม แล้วประชาชาติอิสลามก็พร้อมทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินหะรอมัยน์เช่นกัน

       สถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น อิสลามสปริงได้เข้าไปมีบทบาทในโลกอาหรับและโลกอิสลามอย่างเห็นได้ชัด ทั่วโลกเริ่มมีความรู้สึกว่า สวนอันอุดมสมบูรณ์ของโลกอาหรับและโลกอิสลาม มีเจ้าของที่พร้อมปกปักษ์รักษา และไม่ยอมปล่อยให้สัตว์ร้ายเข้ามาย่ำยีและเหยียบย่ำตามอำเภอใจได้อีกแล้ว

       โลกอาหรับและโลกอิสลาม จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ที่จะต้องรื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้แน่น  แฟ้นยิ่งขึ้น สร้างสะพานแห่งความร่วมมือในทุกมิติของการพัฒนาทั้งระดับองค์กร ประเทศ ภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อจับมือประสานความช่วยเหลือบนฐานความดีงามและความยำเกรง คอยเป็นยามรักษาสังคมมุสลิมจากการปองร้ายของศัตรูทั้งภายในและภายนอกชนิดห้ามกระพริบตา

         ที่สำคัญ ความร่วมมือของประชาชาติอิสลามในครั้งนี้ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งอิสลามเท่านั้น ไม่มีวาระอื่นซ่อนเร้น ประสบการณ์อันขมขื่นในอดีต น่าจะเป็นบทเรียนอันล้ำค่าแก่ประชาชาติมุสลิมว่า ใครคือมิตรแท้ และใครคือศัตรูถาวร

وَيَتَرَبَّصُ بِكُمُ الدَّوَائِرَ عَلَيْهِمْ دَائِرَةُ السَّوْءِ وَاللَّهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ


และพวกเขาเฝ้ารอเหตุภัยที่จะเกิดแก่พวกท่าน เหตุภัยเหล่านั้น จงประสบแก่พวกเขาเถิด และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ทรงรอบรู้” (อัตเตาบะฮ์ / 98)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น